ขับเคลื่อนโดย Blogger.
RSS

หลุยส์ ปาสเตอร์ (Louis Pasteur)

ผลงาน : - ค้นพบวัคซีนในการรักษาโรคพิษสุนัขบ้า

- ค้นพบวิธีรักษาสิ่งของมิให้เน่าเสีย โดยวิธีการพาสเจอร์ไรซ์

ศาสตราจารย์หลุยส์ ปาสเตอร์ อายุ 9 ขวบ รีบรุดเข้าไปในบ้านหลังเล็ก ๆ ในเมืองอะบออิส ในหน้าของเขาซีดเผือด

คุณแม่ครับ เขาร้องเรียก หมาบ้ากัดเฮนรี่เพื่อนของผม และตอนนี้เขากำลังเอาเหล็กเผาไฟนาบแผลของเขา มันน่ากลัวจังเลย ทำไมเขาต้องทำให้เฮนรี่เจ็บปวดอย่างนั้น

โรคกลัวน้ำจ๊ะ หลุยส์ การเอาเหล็กร้อนนาบแผลเป็นเพียงความหวังอย่างเดียวเท่านั้นที่จะหยุดยั้งเฮนรี่ จากการติดเชื้อโรคนั้น ถ้าหากเขาติดเชื้อไม่มีใครจะสามารถรักษาเขาได้

เฮนรี่ได้รับเชื้อโรคกลัวน้ำและเสียชีวิตด้วยความเจ็บปวด ทรมานอีกหลายวันต่อมา หลุยส์ ปาสเตอร์ ไม่เคยลืมเหตุการณ์นั้นเลย สักวันหนึ่ง เขาคิด ฉันต้องการที่จะทำอะไรบางอย่างเพื่อช่วยผู้คน เช่น เฮนรี่

สิ่งเหล่านี้ คือ แรงดัลใจให้หลุยส์ ปาสเตอร์ คิดค้นหาวิธีรักษาโรคพิษสุนับบ้าซึ่งเขาก็ทำสำเร็จในปี ค.ศ. 1885 และยังค้นพบวิธีรักษาสิ่งของไม่ให้เสียดดยวิธีพาสเจอร์ไรท์อีกด้วย

หลุยส์ ปาสเตอร์ เกิดในปี ค.ศ. 1822 ที่มีเมืองเล็ก ๆ ในประเทศฝรั่งเศส บิดาของเขาซึ่งเป็นคนฟอกหนังต้องการให้หลุยส์เป็นครูจึงส่งเขาไปเรียนที่กรุงปารีสจนสำเร็จการศึกษาและไดเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยเมื่ออายุได้ 32 ปี และได้แต่งงานกับลูกสาวของคณบดีของมหาวิทยาลัยสตราสเบิร์ก

จุลชีพเป็นสิ่งที่ปาสเตอร์สนใจมาก ทุกคนรู้ว่าเนื้อจะเน่าเปื่อยถ้าหากทิ้งไว้ในกลางแจ้ง และทุกคนสามารถมองเห็นตัวจุลชีพในเนื้อได้ ด้วยกล้องจุลทรรศน์ที่มีกำลังขยายมาก แต่ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าจุลชีพมาจากไหน นักวิทยาศาสตร์หัวโบราณคิดว่าเนื้อทำให้เกิดพวกมัน ความคิดเห็นอย่างอื่นเป็นสิ่งเหลวไหล แต่ปาสเตอร์ไม่ค่อยแน่ใจนัก

จุลชีพแพร่พันธุ์ใช่ไหม ใช่ เขาพูด แต่พวกมันเข้าไปอยู่ในเนื้อได้อย่างไรละ

เขากลับไปยังวิทยาลัยที่เคยเรียนในกรุงปารีส ซึ่งเขาได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการทางวิชาวิทยาศาสตร์ ในที่สุดเขาสามารถใช้เวลาทั้งหมดของเขาทำการค้นคว้าเรื่องจุลชีพ พ่อครัวของปาสเตอร์ถูกทำให้ยุ่งอยู่กับการต้มซุปเนื้อ มิใช่สำหรับอาหารค่ำ แต่ใช้สำหรับการทดลองของปาสเตอร์

หลุยส์ ค้นพบว่า จุลชีพนั้นเกิดจากฝุ่นละอองที่ลอยอยู่ในอากาศมิใช่มาจากอาหารที่บูดเน่า เขาพิสูจน์โดยการนำเอาขวดซุปเนื้อขึ้นไปบนภูเขาแอลป์ซึ่งมีอากาศบริสุทธิ์ และไม่มีฝุ่นละออง เขาเปิดขวดเหล่านั้น และปล่อยทิ้งไว้ เขาพูดถูกไม่มีฝุ่นละออง และน้ำซุปไม่เสีย บนหิ้งต่าง ๆ ของพิพิธภัณฑ์ปาสเตอร์ในกรุงปารีสมีขวดปิดไว้ ซึ่งจัดทำขึ้นโดยปาสเตอร์น้ำซุปเนื้อในนั้นยังคงไม่บูดเน่า หลังจากนานกว่าร้อยปี

การค้นคว้านี้ทำให้เกิดอาหารกระป๋องและบรรจุขวดที่ เรารู้จักกันทุกวันนี้ อาหารถูกปิดไว้ในกระป๋องหรือขวดด้วยความร้อนสูง ดังนั้นทำให้จุลชีพมีชีวิตอยู่ในนั้นไม่ได้

ในขณะนั้นหลุยส์ยังคงไม่สามารถรักษาโรคชนิดหนึ่ง นั่นคือ โรคกลัวน้ำ เขาไม่เคยลืมเฮนรีเพื่อนของเขาเลย และเขาตัดสินใจที่จะค้นหาสาเหตุของโรค ซึ่งเป็นฆาตกรที่ร้ายกาจ เพื่อประโยชน์แก่เด็กอื่น ๆ ที่ประสบโรคนั้น

ตอนแรกเขาไม่สามารถค้นพบเชื้อจุลินทรีย์ใด ๆ เลย แม้ด้วยกล้องจุลทรรศน์ที่มีกำลังขยายมาก เขาเชื่อว่าบางสิ่งบางอย่างต้องอยู่ที่นั่น บางสิ่งบางอย่างที่เล็กมากจนไม่ปรากฏให้เห็นแม้ด้วยกล้องจุลทรรศน์ที่มีกำลังขยายมากที่สุด ซึ่งเขาเรียกมันว่า ไวรัส

หลังจากการทดลอง ที่เสี่ยงอันตรายหลายครั้ง เขาพบเชื้อไวรัสสมบูรณ์ที่สุดในบริเวณไขมันสันหลังของสัตว์ที่เป็นโรค เขาสามารถเพาะเชื้อไวรัสได้ และฉีดมันเข้าไปในสัตว์ตัวอื่น ๆ ให้มันรับเชื้อโรคกลัวน้ำด้วย

หลุยส์ทดลองฉีดเชื้อไวรัสของโรคกลัวน้ำแก่สุนัขทั้งสิบตัว วันต่อมาเตาเริ่มฉีดเชื้อไวรัส ที่ทำให้อ่อนแลลงแล้ว ของเขาให้สุนัขทุกตัว การรักษาประสบผลสำเร็จอีกเช่นกัน ไม่มีสุนัขตัวใด ติดโรคกลัวน้ำ

การค้นพบวิธีรักษาโรคกลัวน้ำ ให้ความหวังใหม่แก่ผู้คนในหลายประเทศ การฉีดวัคซีนให้ได้ผลสำเร็จในประเทศต่าง ๆ มากมาย ผู้คนที่มีความกตัญญู ซึ่งได้รับการรักษาให้หายส่งเงินมาช่วยสร้างตึก ปาสเตอร์ อินสติทิวน์ ในกรุงปารีส บัดนี้ ปาสเตอร์ อินสติทิวท์ ได้มีขึ้นในหลายภูมิภาคของโลก

เมื่อหลุยส์ ปาสเตอร์ ถึงแก่กรรมในปี ค.ศ. 1895 ผู้คนหลายล้านคนโศกเศร้าเสียดาย เขาไม่เพียงแต่เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่สำคัญเท่านั้น แต่เป็นบุคคลสำคัญอีกด้วย เขาเป็นคนอ่อนน้อมและสนใจกับเรื่องอนามัยของคนอื่นอยู่เสมอ

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

มาดามมารี คูรี่ (Marie Curie)

ผลงาน : - เป็นผู้ค้นพบแร่เรเดียมร่วมกับสามี คือ ปีแอร์ คูรี่

- ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีในปี ค.ศ. 1911

มารี คูรี่ ผู้ค้นพบแร่เรเดียม นักวิยาศาสตร์ที่รักการค้นคว้ายิ่งกว่าชีวิตของตัวเองและเสียชีวิตด้วยรังสีของแร่เรเดียมซึ่งเธอได้คลุกคลีกับมันมาเป็นเวลานาน แร่เรเดียมที่นับได้ว่าช่วยให้คนรอดชีวิตมาเป็นจำนวนมาก กลับทำงานชีวิตของเธอเองอย่างน่าเสียดาย

มารี คูรี่ เกิดในประเทศโปแลนด์ เมื่อปี ค.ศ. 1867 เป็นบุตรีของศาสตราจารย์ วลาดิสลาฟ สโคลโดว์สกา ซึ่งเป็นอาจารย์สอนวิชาวิทยาศาสตร์และคำนวณ ซึ่งเธอได้รับการถ่ายทอดวิชาวิทยาศาสตร์จากบิดามาตั้งแต่เด็ก มารีสนใจในวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์กายภาพมาก จึงได้เดินทางไปไปศึกษาในมหาวิทยาลัยซอร์บอน ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

เมื่ออายุได้ 27 ปี เธอได้รู้จักกับปีแอร์ คูรี่ นักฟิสิกส์และเคมีชาวฝรั่งเศส และได้แต่งงานกันเมื่อปี ค.ศ. 1895 ซึ่งปีแอร์มีส่วนช่วนในการค้นพบครั้งสำคัญนี้อย่างมาก

มารี คูรี่ กับสามีได้ทำการทดลองค้นคว้าอย่างไม่หยุดยั้ง เธอแยกธาตุออกจากแร่พิทช์เบลนน์ได้เป็นส่วนย่อย จนกระทั่งพบธาตุใหม่อีกธาตุหนึ่ง ในขั้นแรกเธอให้ชื่อว่า โปโลเนียม (Polonium) ซึ่งมีคุณสมบัติทางกัมมันตภาพรังสีอยู่มาก จนต่อมา เธอตัดสินใจเรียกธาติใหม่นี้ว่าเรเดียม (Radium) ซึ่งมีคุณสมบัติสูงกว่ายูเรเนียม ถึง 2 ล้าน 5 แสนเท่า เรเดียมสามารถแยกก๊าซหรืออากาศได้ และยังทำให้เกิดแสงเรือง มีพลังความร้อน ซ้ำยังเป็นโลหะที่มีอานุภาพทำลายชีวิตมนุษย์ได้อีกด้วย

ปีแอร์ และมารี คูรี่ ได้รับการยกย่องในผลสำเร็จครั้งนี้อย่างมาก แม้ในต่างประเทศ เช่น สมาคมวิทยาศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์ของอังกฤษ ได้มองเหรียญเดวี่ให้เป็นเกียรติแก่บุคคลทั้งคู่ มารี คูรี่ได้รับรางวัลโนเบล สาขาเคมี ในปี ค.ศ.1911

ในขณะที่บุคคลทั้งสองกำลังรุ่งโรจน์อยู่นั้น เหตุการณ์ก็เกิดขึ้นในตอนเช้าของวันที่ 19 เมษายน ค.ศ. 1906 ปีแอร์ คูรี่ สามีของเธอก็ประสบอุบัติเหตุ และถึงแก่ความตายทันที ยังความเศร้าสลดใจมาให้แก่มารี คูรี่อย่างสุดซึ้ง และเกือบจะทำให้เธอทอดทิ้งผลงานต่าง ๆ ที่ทำค้างไว้ทั้งสิ้น แต่ในไม่ช้าเธอก็หวนกลับมาสู่การค้นคว้าผลงาน ของเธอต่อไป

ในปี ค.ศ.1934 มารี คูรี่ ก็ล้มเจ็บลง ด้วยลักษณะอาการของคนที่มีอาการอ่อนเพลีย หมดแรงลงอย่างรวดเร็วและถึงแก่กรรม เมื่อเช้าวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1934 แพทย์ตรวจพบภายหลังว่ากระดูกไขสันหลังของเธอถูกทำลายด้วยรังสีของแร่เรเดียม ซึ่งเธอได้คลุกคลีกับมันมาเป็นเวลานาน แร่เรเดียม ที่นับว่าได้ช่วยให้คนรอดชีวิตมาเป็นจำนวนมากนั้น กลับทำลายชีวิตของเธอเองอย่างน่าเสียดาย

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

กูกิลโม มาร์โคนี (Guglielmo Marconi)


กูกิลโม มาร์โคนี นักประดิษฐ์ชาวอิตาลี ผู้ได้รับสิทธิบัตรในการค้นคว้าการส่งโทรเลขไร้สายเป็นคนแรก เมื่ออายุเพียง 22 ปี และเป็นเจ้าของรางวัลโนเลยสาขาฟิสิกส์ในปี 1909 และได้รับการยกย่องอย่างสูงจากทั่วโลกในสิ่งประดิษฐ์อันมีประโยชน์ของเขา

กูกิลโม มาร์โคนี เกิดเมื่อปี 1874 ที่โบโลนา ในประเทศอิตาลี มีบิดาเป็นชาวอิตาเลียนและมารดาเป็นชาวไอริช เขาได้รับแรงดลใจจากการค้นพบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของคลาร์ค แม็กซ์เลล์ และการทดลองการส่งกระแสไฟฟ้าผ่านเส้นลวดของไฮริช เฮิร์ท นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน

หลังจากการค้นพบของเฮิร์ทไม่นาน เด็กหนุ่มชาวอิตาลี ชื่อ กูกิลโม มาร์โคนี ซึ่งศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยโบโลนาในประเทศอิตาลีได้พบปะกับนักวิทยาศาสตร์ คนหนึ่งซึ่งเคยทำงานกับเฮิร์ทในประเทศเยอรมัน งานของเฮิร์ททำให้มาร์โคนีเกิดจินตนาการ เขาได้สร้างเครื่องรับส่งวิทยุอย่างง่าย ๆ ไว้ในห้อง 2 ห้องที่บ้านของบิดา และในไม่ช้าเขาก็สามารถส่งสัญญาณข้ามห้องจาก ห้องหนึ่งไปยังอีกห้องหนึ่งได้ เขาพบว่า ถ้าเขาสร้างเสาอากาศให้สูงขึ้น เขาจะสามารถส่งสัญญาณของเขาได้ไกลขึ้น ในปี ค.ศ. 1895 เมื่อเขาอายุได้ 21 ปี เขาส่งสัญญาณไปไกลถึง 1.5 กิโลเมตร เขาเห็นความสำคัญของการค้นพบนี้ การทดลองต่อต้องการทุนทรัพย์ แต่ไม่มีใครสนใจในเรื่องนี้นัก เมื่อเขาไม่ได้รับการสนับสนุนในอิตาลีจึงเดินทางไปลอนดอนในปี 1896 และการไปรษณีย์ของอังกฤษ ให้ความช่วยเหลือและด้วยการปรับปรุงวิธีการของ เฮิร์ทในหลาย ๆ ด้าน เขาเริ่มสามารถส่งสัญญาณไปไกล ๆ ขึ้นในปี ค.ศ.1899 เขาส่งสัญญาณจากสถานีหนึ่งบนฝั่งด้านใต้ไปยังสถานีในฝรั่งเศส ซึ่งไกลออกไป 50 กิโลเมตร และที่ระยะ 120 กิโลเมตร ได้สำเร็จ

เจ้าของเรือเริ่มติดตั้งเครื่องมาร์โคนี ในเรือเดินทะเลของเขา หลายคนรู้สึกประทับในเมื่อเรือที่กำลังเดินทางในกู๊ดวินแซนด์ในทะเลเหนือ ได้รับการเตือนให้ทราบถึงภัยอันตราย ด้วยคลื่นวิทยุจากมาร์โคนี ทำให้เรือกับลูกเรือทุกคนปลอดภัย

ในปี ค.ศ. 1901 มาร์โคนีส่งสัญญาณวิทยุได้ระยะทางไกลกว่า 2,700 กิโลเมตร จากคอร์นวอลถึงนิวฟาวน์แลนด์ ที่ทุกคนบอกว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะแม็กซ์เวลได้แสดงให้เห็นว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเดินทางเป็นเส้นตรงเหมือนแสง แต่ระยะทางถึงนิวฟาวน์แลนด์ไม่ได้เป็นทางตรง เพราะโลกนี้โค้ง ทุกคนคิดว่าคลื่นวิทยุของเขาจะเดินเป็นเส้นตรงและหายไปในอากาศ แต่ปรากฏว่าคลื่นวิทยุที่ได้ที่นิวฟาวน์แลนด์นั้น ชัดเจนซึ่งแม้แต่ มาร์โคนี ก็ไม่ทราบเหตุผล ในปัจจุบันนี้เราทราบว่าสูงขึ้นไปจากระดับน้ำทะเลประมาณ 110 กิโลเมตร จะมีชั้นอนุภาคไฟฟ้า ซึ่งเรียกกันว่าไอโอโนสเฟียร์ และชั้นนี้จะเป็นตัวสะท้อนคลื่นวิทยุกลับมายังโลกเมื่อคลื่นไปกระทบถูกชั้นบรรยากาศ 20,000 เมตร ถ้าส่งข่าวสารออกด้วยความยาวคลื่นหนึ่ง หรือความถี่หนึ่งเครื่องรับจะต้องปรับให้ตรงกับความยาวคลื่นนั้น โดยเฉพาะจะได้ไม่ยุ่งกับสัญญาณที่ส่งมาด้วยความยาวอื่น เครื่องวิทยุของเราจึงมีหน้าปัดที่มีตัวเลข หรือเครื่องหมายบอกความยาวของคลื่น เพื่อให้เราสามารถเลือกโปรแกรมที่เราต้องการฟังได้วิทยุคลื่นสั้น (ความถี่สูง) เป็นสิ่งที่เหมาะกับรายการที่ถูกส่งมาจากระยะไกล ๆ หลังจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง มาร์โคนีทำการทดลองส่วนใหญ่เกี่ยวกับสัญญาณคลื่นสั้น


ในระยะเวลาอันสั้นที่มาร์โคนีมีชีวิตอยู่ วิทยุได้พัฒนามาจากการค้นพบของเฮิร์ทจนมีรายการทั้งการพูด ดนตรีถูกส่งไปทั่วโลก เมื่อเขาถึงแก่กรรมในโรม เมื่อปี 1937 ได้มีการจัดงานกันอย่างเป็นทางการและศพเขาได้ฝังในบ้านเกิดของเขาที่โบโลนา ประเทศอิตาลี

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

อัลเบอร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein)

อัลเบอร์ต ไอน์สไตน์ บิดาแห่งวิทยาศาสตร์ เชื้อสายเยอรมัน ผู้ให้กำเนิดระเบิดปรมาณู และเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์เป็นผู้ก่อตั้งทฤษฎีแห่งความสัมพันธ์ และเป็นผู้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ในวงการวิทยาศาสตร์ ในศตวรรษที่ 20

ไอน์สไตน์เกิดที่เมืองอูลม์ ประเทศเยอรมนี เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 1879 ปีต่อมาครอบครัวของเขาก็ได้ย้ายจากเมืองอูลม์ไปอยู่มิวนิค ซึ่งไอน์สไตน์อาศัยอยู่ที่นี่จนถึงอายุ 15 ปี เขามีจิตใจรักในทางดนตรี และสามารถสีไวโอลินได้ดี เมื่อมีอายุแค่ 6 ปี พอมีอายุได้ 12 ปี เขาก็สามารถเรียนรู้คณิตศาสตร์ได้ด้วยตนเอง

เมื่ออายุได้ 15 ปี ไอน์สไตน์ย้ายตามครอบครัวจากมิวนิคไปอยู่ที่มิลาน ประเทศอิตาลี ด้วยความที่เขาเรียนเก่งทางคณิตศาสตร์ และฟิสิกส์ เขาจึงสอบเข้าเรียนที่ the Federal Institute of Technology ในซูริค ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ได้ ทั้งที่ตกวิชาภาษาศาสตร์, สัตวศาสตร์ และพฤกษศาสตร์

หลังจากจบการศึกษาในปี 1900 จึงได้งานทำเป็นผู้เชี่ยวชาญทางเทคโนโลยี ในสถาบันแห่งหนึ่งในกรุงบอร์น


ไอน์สไตน์ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ในปี ค.ศ. 1921 และได้รับเชิญไปปาฐกถาตามประเทศต่างๆ ในปี ค.ศ. 1933 ขณะที่ เขาอยู่ในสหรัฐอเมริกา เป็นช่วงเวลาที่ฮิตเลอร์เรืองอำนาจและทำการกวาดล้างชาวยิว ไอน์สไตน์ซึ่งมีเชื้อสายยิว จึงถูกปลดออกจากการเป็นพลเมืองชาวเยอรมัน เขาจึงตกใจจะอยู่ในสหรัฐ โดยทำงานอยู่ที่สถาบันการศึกษาในปรินซ์ตันนิวเจอร์ซี และได้สัญชาติอเมริกันในปี ค.ศ. 1941

ไอน์สไตน์ ได้รับการยกย่องอย่างสูงก็โดยเหตุที่เขาให้ทฤษฎีแห่งความสัมพันธ์ ซึ่งเป็นทฤษฎีโดยเฉพาะสำหรับปฏิบัติกับวิชาเคลื่อนที่ ซึ่งเป็นทฤษฎีโดยเฉพาะสำหรับปฏิบัติกับวิชาเคลื่อนที่ ของไฟฟ้าและทรรศนะศาสตร์ นอกจากนี้เขายังได้ชื่อว่าเป็นผู้มีผลงานสำคัญ อันเป็นประโยชน์ต่อทฤษฎีแควนตัม และทฤษฎีทั่วไปที่เกี่ยวกับความโน้มถ่วง

เขาก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในวงการวิทยาศาสตร์ แม้กระทั่งความคิดในสมัยของโคเปอร์นิคัส (นักดาราศาสตร์ชาวโปล) ก็ได้ถูกไอน์สไตน์หักล้างหลายประการตราบชีวิตของเขา ได้ทำคุณประโยชน์ให้แก่วงการวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันได้อย่างมากมาย

ไอน์สไตน์ ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ค.ศ. 1955

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

โทมัส เอลวา เอดิสัน (Thomas Alva Edison)

ผลงาน : เป็นผู้ประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า, หีบเสียง, จานเสียง, เครื่องบันทึกเสียง, กล้องถ่ายภาพยนตร์

โทมัส เอดิสัน ยอดนักประดิษฐ์ ที่เริ่มประดิษฐ์สิ่งของเมื่อเขามีอายุเพียง 10 ขวบ สามารถสร้างเครื่องบันทึกเสียงได้ ทั้ง ๆ ที่เขาเป็นคนหูหนวก และทำงานอย่างขยันขันแข็ง ค้นคว้าไม่หยุดหย่อน จนมีเวลานอนเพียง 4-5 ชั่วโมงเท่านั้น เขาได้รับการยกย่องให้เป็นนักประดิษฐ์และนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้เรียนหนังสือมากนัก แต่สามารถจะศึกษาหาความรู้ได้จากนอกโรงเรียนและคนคว้าทดลองด้วยตนเอง จนมีชื่อเสียงโด่งดัง

โทมัส เอลวา เอดิสัน เกิดใน ค.ศ. 1847 ที่มลรัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา เมื่อเข้าโรงเรียนครูกล่าวว่าเขาไม่สามารถเรียนคณิตศาสตร์ก็ได้ ดังนั้นหลังจากเรียนอยู่ได้ 3 เดือน บิดามารดาก็ต้องเอาออกจากโรงเรียน แล้วมารดาก็เป็นผู้สอนแทนเธอ สอนให้อ่านและเขาก็อ่านหนังสือเกี่ยวกับเคมีที่สามารถจะหาได้

พออายุได้ 12 ปี เขาได้ทำงานเป็นเด็กเดินข่าวของรถไฟ ขายหนังสือพิมพ์และผลไม้ เอดิสันหูตึงเพราะถูกพนักงานรักษารถไฟคนหนึ่งกระแทกที่หูอย่างแรง เมื่อเขาทำสารเคมีชนิดหนึ่งหกลงไปจนเกิดไฟลุกในรถเก็บของ ซึ่งเอดิสันใช้เป็นห้องทำงาน และทำการทดลองวิทยาศาสตร์ แต่ตามที่เอดิสันแถลงด้วยตนเองนั้น เขากล่าวว่า การที่หูเขาเกิดพิการก็เพราะมีคนรถไฟคนหนึ่งได้ช่วยเหลือโดยจับหูเขาดึงขึ้นมาบนรถไฟที่กำลังเคลื่อนที่คันหนึ่ง ขณะที่เขาเลื่อนไถลลงไปใต้ท้องรถไฟและจวนเจียนจะถูกล้อทับอยู่แล้ว

การที่เอดิสันกลายเป็นคนหูพิการ มิได้ช่วยให้เขารอดชีวิตอยู่เท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยเหลือให้มีเครื่องบันทึกเสียงเกิดขึ้นอีกด้วย

จากอุบัติเหตุที่ทำให้เกิดไฟไหม้ครั้งนั้น ทำเอดิสันถูกไล่ออกและตกงาน แต่ไม่มีสิ่งใดทำให้เขาท้อแท้ได้ นายสถานีประทับใจในความเฉลียวฉลาดและไหวพริบของเขา จึงได้สอนเรื่องการส่งโทรเลขให้ ดังนั้นเมื่อเขาอายุได้ 15 ปี ก็ได้งานเป็นคนส่งโทรเลข เขาได้ประดิษฐ์เครื่องทุ่นแรงสำหรับส่งข่าวโทรเลขในปี ค.ศง 1869 ขณะอายุได้ 21 ปี และได้จดลิขสิทธิ์สิ่งประดิษฐ์ชิ้นแรกของเขา เอดิสันได้จดลิขสิทธิ์สิ่งประดิษฐ์ของเขามากกว่า 1,200 อย่าง

เขาได้ประดิษฐ์สิ่งสำคัญขึ้นหลายอย่างเกี่ยวกับกระแสไฟฟ้า ความจริงเขาเป็นคนที่มีทักษะที่จะปฏิบัติตามความคิดใหม่ ๆ ได้ทุกอย่าง เราระลึกถึงเอดิสันในเรื่องแสงไฟฟ้า เพราะขณะนั้นยังไม่มีไฟฟ้าใช้ในการใช้ในการให้แสงสว่างในบ้านธรรมดาได้ เพราะยังไม่มีหลอดไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ ภายในบ้านยังต้องใช้เทียนหรือตะเกียงน้ำมัน และประมาณปี ค.ศ. 1850 จึงเริ่มใช้ก๊าซ ตอนต้นศตวรรษที่ 19 เซอร์ฮัมฟรีย์ เดวี่ ได้ประดิษฐ์ตะเกียงที่ทำให้เกิดแสงโดยผ่านกระแสไฟฟ้าไปยังแท่งคาร์บอน 2 แท่ง ทำให้เกิดความสว่างขึ้น แต่ก็ใช้ให้แสงสว่างในท้องถนน เพราะมีขนาดใหญ่และเทอะทะ ไม่เหมาะที่จะใช้ในบ้านเรือน ต่อมาในปี 1878 นักวิทยาศาสตร์ โจเซฟ สวอน มาจากเมืองซันเดอแลนด์ ได้ประดิษฐ์หลอดไฟฟ้าขึ้นเป็นครั้งแรก เขาใช้แท่งคาร์บอนเล็ก ๆ ติดในกระเปาะแก้ว และทำให้แท่งคาร์บอนร้อนด้วยไฟฟ้า ทำให้เกิดแสงสว่างขึ้น คาร์บอนไม่เหมือนกับโลหะทั้งหลาย สามารถทำให้ร้อนพอที่จะให้ความสว่างโดยไม่หลอมละลาย แต่หลอดไฟของสวอนให้แสงสว่างน้อยเกินไป ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ เอดิสันซึ่งทำงานด้านเดียวกับสวอนในสหรัฐอเมริกา มองเห็นทางที่จะปรับปรุงสิ่งประดิษฐ์ของสวอนให้ดีขึ้นได้ ถ้าทำให้หลอดแก้วเป็นสุญญากาศ แท่งคาร์บอนหรือเส้นลวด ก็จะเกิดแสงสว่างที่สว่างกว่า โดยที่ไม่ทำให้หลอดแก้วร้อนเกินไป ดังนั้นเอดิสันและโจเซฟ สวอน จึงได้รับเกียรติร่วมกันในสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญนี้



เอดิสันได้ประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ กว่า 1,200 ชนิด ผลงานของเขา อาทิ เช่น แสงไฟฟ้า หีบเสียง เครื่องบันทึกเสียง ฯลฯ

เอดิสันทำงานอย่างขยันขันแข็ง คืนหนึ่ง ๆ เขานอนเพียง 4-5 ชั่วโมงเท่านั้น ในตอนปลายชีวิตสุขภาพของเขาทรุดโทรมไปมาก และถึงแก่กรรมในปี ค.ศ.1931

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

นิโคลาส โคเปอร์นิคัส (Nicolas Copernicus)

ผลงาน : เป็นผู้คนพบว่า ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล โลกและดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ โคจรรอบดวงอาทิตย์

นักดาราศาสตร์ผู้ศึกษาดาราศาสตร์ด้วยตาเปล่า เพราะกล้องโทรทรรศน์มีขึ้นภายหลังการค้นพบของเขาหลายปี กลางวันเขาจะเฝ้าดูดวงอาทิตย์ ส่วนกลางคืนเขาเฝ้าดูดาวผ่านเส้นเมอริเดียนที่เขาทำขึ้น เขาเป็นนักดาราศาสตร์ที่อาจหาญล้มล้างทฤษฎีของอริสโตเติล ซึ่งเป็นที่เชื่อกันกันมานับเป็นพัน ๆ ปี ว่าเป็นสิ่งที่ไร้เหตุผล

นิโคลาส โคเปอร์นิคัส เกิดที่เมืองตูรอน ประเทศโปแลนด์ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 1473 เขากำพร้าบิดาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ จึงอยู่ในความดูลาของลุง ซึ่งเป็นบิชอปแห่งเออร์มแลนด์ เขาได้ศึกษาในมหาวิทยาลัยหลายแห่ง ได้ปริญญาทั้งทางการแพทย์และศาสนา แต่ก็มีความสนใจในดาราศาสตร์เป็นอย่างมาก

คนในสมัยนั้น มีความเชื่อถือตามคำกล่าวของอริสโตเติลและปโตเลมี นักปราชญ์ชาวกรีกทางดาราศาสตร์ที่ว่า โลกอยู่กับที่ และเป็นศูนย์กลางของจักรวาล โดยมีดวงอาทิตย์และดวงดาวทุก ๆ ดวงโคจรอยู่เป็นวงกลม ซึ่งทฤษฎีเหล่านี้เชื่อถือกันมานับเป็นพัน ปี แต่สำหรับโคเปอร์นิคัสไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ แต่ไม่กล้าแสดงอะไรออกมา เพราะความคิดหรือความเชื่อใด ๆ ที่ขัดแย้งคำกล่าวของอริสโตเติล ก็จะขัดกับหลักของศาสนาด้วย การขัดแย้งกับศาสนาในสมัยนั้นย่อมเป็นผลร้ายแก่ตัวเอง และจะถูกลงโทษอย่างหนัก

จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1543 โคเปอร์นิคัสก็เขียนหนังสือ ขึ้นเล่มหนึ่งชื่อว่า De Revolutionibus Orbium Coelestium (เป็นหนังสือที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นรากฐานของดาราศาสตร์ปัจจุบัน) การเขียนหนังสือเล่มนี้เขาใช้เวลาถึง 30 ปี จากการสังเกตและคำนวณในห้องทดลองนับร้อย ๆ ครั้ง เขากล่าวว่า ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล โดยมีโลกและดาวเคราะห์อื่นๆ โคจรรองดวงอาทิตย์ ซึ่งคำกล่าวอันนี้ของเขา ต่อมาได้ถูกยืนยันว่าถูกต้องจากนักดาราศาสตร์รุ่นต่อมา คือ กาลิเลโอ นั่นเอง หนังสือเล่มนี้กว่าจะได้จัดพิมพ์ก็เป็นช่วงปลายของชีวิตเขา

หลังจากเขียนหนังสือเล่มนี้เสร็จได้เพียง 2 – 3 อาทิตย์ เขาก็ล้มป่วยเป็นอัมพาต และถึงแก่กรรมเมื่อปี ค.ศ. 1548

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS

เลโอนาร์โด ดา วินซี (Leonardo da Vinci)

ผลงาน : - ผู้ให้ความคิดริเริ่มในการบินเป็นคนแรก

- เป็นผู้วาดภาพโมนาลิซ่าที่ลือชื่อ


นักวิทยาศาสตร์ที่มีพรสวรรค์หลายด้าน เขาเป็นทั้งนักวิทยาศาสตร์ นักสังเกต นักทดลอง นักประดิษฐ์ นักดาราศาสตร์ นักสถาปัตยกรรม เป็นคนแรกที่คิดถึงความเป็นไปได้ที่มนุษย์จะทำการบินได้เหมือนนก และเป็นคนวาดภาพโมนาลิซ่าที่มีชื่อเสียง

เลโอนาร์โด ดา วินซี เกิดเมื่อปี ค.ศ.1452 ในประเทศอิตาลี เมื่อวัยเยาว์เขาเป็นเด็กที่ชอบสะสมแมลง และใช้เวลาว่างวาดรูปสัตว์นั้นได้เหมือนจริง อันเป็นรากฐานที่ทำให้เขาสร้างผลงานอันลือลั่น คือ ภาพโมนาลิซ่า ที่กล่าวกันว่ามีลักษณะการยิ้มที่เป็นปริศนา บางคนกล่าวว่า เขาจำลองแบบมาจากยิ้มของมารดา

นอกจากงานวาดแล้ว เขายังสังเกตการณ์บินของนก และบันทึกไว้ว่า การเคลื่อนปีกของนกมีความสมดุลในตัวเอง ซึ่งมนุษย์ก็อาจหาดุลนั้นได้ จากสมมติฐานอันนี้เองที่เขาได้ร่างโครงแบบของเครื่องร่อนขึ้น ซึ่งมันก็เป็นแนวทางให้นักวิทยาศาสตร์รุ่นต่อมาได้ศึกษาจนสร้างเครื่องบินได้ในที่สุด

จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเขาก้าวหน้าไปไกลมาก เขาได้ร่างโครงสร้างของเฮลิคอปเตอร์ เครื่องร่อนเรือดำน้ำ ลูกระเบิดไฟ เครื่องรีดเหล็ก ออกแบบสะพาน ซึ่งต่อมาสิ่งเหล่านี้ ก็ได้เกิดขึ้นมาจริงใน 300 – 400 ปีต่อมา

ดาวินซีถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 1519 ที่ฝรั่งเศส ก่อนตายเขาปรับทุกข์กับเพื่อนคนหนึ่งว่าเขายังทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่างเลย

  • Digg
  • Del.icio.us
  • StumbleUpon
  • Reddit
  • RSS